เกาหลีอีกมุม....ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว,
ประเพณีวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่, อาหาร, และสารพัดสารเพ


ชื่อต่างๆ ที่เป็นภาษาเกาหลี
พยายามเขียนออกเสียงให้ใกล้เคียงมากที่สุด


การเทียบค่าเงินวอนกับเงินบาท เป็นการประมาณค่าที่ 1,000 วอน = 35 บาท

จะไม่เน้นว่าสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งเดินทางไปยังไง เช่น ขึ้นรถไฟ สายไหน ลงที่ไหน

ให้อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

28 กุมภาพันธ์ 2553

ตอนที่ 9 อนุสาวรีย์วีรกรรมทหารไทย จ.คยองกี

ก่อนอื่นไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการเข้าร่วมรบของทหารไทยในสงคราม
เกาหลี ซึ่งฉันไม่มีข้อมูลทางนี้ และอยากจะทราบเรื่องนี้มากๆ จึงต้องขอ
รบกวนข้อมูลจาก น.ท.ทักษิณ เปี่ยมแสง ซึ่งนอกจากท่านจะเล่าถึง
ทหารไทยที่ไปร่วมรบในครั้งนั้นแล้ว ก็ได้กรุณาเขียนถึงประวัติความเป็น
มาการสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ด้วย ขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างมาก

เมื่ออ่านแล้วคุณจะรักทหารไทยขึ้นอีกโข

หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศเกาหลีถูกแบ่งออกเป็นเหนือและใต้
และด้วยนโยบายของโซเวียตรัสเซียที่ครองพื้นที่เกาหลีเหนืออยู่ เห็น
ความสำคัญและต้องการครอบครองคาบสมุทรเกาหลีไว้ในอิทธิพลของ
ตนทั้งหมด จึงให้ความช่วยเหลือทุกรูปแบบแก่เกาหลีเหนือจนมีความ
แข็งแกร่งกว่าฝ่ายเกาหลีใต้

และในย่ำรุ่งวันที่ ๒๕ มิ.ย.๒๔๙๓ ฝ่ายเกาหลีเหนือได้โถมกำลังพล
อาวุธยุทโธปกรณ์ที่รัสเซียฝึกไว้อย่างดี จำนวนถึง ๑๐ กองพล ประมาณ
๖๐,๐๐๐ คน รุกรานเข้ามาในดินแดนเกาหลีใต้ฝ่ายเกาหลีใต้

ซึ่งขณะนั้นไม่มีกำลังทหารอเมริกาอยู่ด้วย นอกจากที่ปรึกษาทางทหาร
ประมาณ ๕๐๐ คนเท่านั้น ไม่สามารถต้านทานได้ ร่นถอยไป กว่าจะตั้ง
หลักได้ก็ประมาณเมืองปูซาน

ขณะเดียวกันองค์การสหประชาชาติเห็นว่าการรุกรานครั้งนี้กระทบกระเทือน
สันติภาพของโลกอย่างมาก จึงเรียกร้องให้บรรดาชาติที่ใฝ่สันติส่งกำลังทหาร
มาร่วมรบในฐานะกองทัพสหประชาชาติ

ประเทศไทยได้เล็งเห็นอันตรายของภัยคอมมิวนิสต์ที่รุกรานเกาหลีใต้ขณะนั้น
ว่าอาจมีผลต่อภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอาจเลยมาถึงประเทศไทยในเวลาไม่นานนัก
สภาป้องกันราชอาณาจักร (หลักฐานบางแห่งเรียก สภาความมั่นคงแห่งชาติ)
ได้ประชุมปรึกษาหารือและมีมติเมื่อ ๒๐ ต.ค. ๙๓ ให้ส่งกำลังทหารไปร่วม
รบตามที่สหประชาชาติร้องขอ

คณะรัฐมนตรีได้ประชุมเป็นการด่วนและเห็นด้วยกับมติของสภาป้องกันราช
อาณาจักร รัฐบาลได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบ
ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกที่ตัดสินใจส่งทหารมาร่วมรบตามคำขอของ
สหประชาชาติ (ที่เป็นชาติแรกนั้น ตามหลักฐานคำปราศรัยของ รมต.กลา
โหมเกาหลีใต้ ในวันพิธีเปิดอนุสาวรีย์ ฯ เมื่อ ๒ ต.ค. ๒๕๑๗ )

กองกำลังทหารไทยที่เดินทางมาร่วมรบในครั้งนั้นประกอบด้วยกำลังทหารบก
๑ กรมผสมเรือรบ ๓ ลำ เครื่องบินลำเลียง ๓ ลำ ชุดพยาบาลทหารอากาศ ๑ ชุด
และหน่วยพยาบาลสภากาชาติ กำลังทหารไทย ๑ กรมผสม เดินทางมาถึงปูซาน

ขณะที่อากาศในเกาหลีกำลังอยู่ในระหว่างฤดูใบไม้ผลิ ของเดือนพฤศจิกายน
๒๔๙๓ ความหนาวเริ่มมาเยือน แต่ทหารหาญของเราได้รับภารกิจให้รุกคืบหน้า
ไปทางเหนือ เพื่อตีโต้กลับตามแผนของกองทัพสหประชาชาติ ยิ่งรุกคืบหน้า
ขึ้นไป ความหนาวยิ่งทวีมากขึ้น


ในเกาหลีเมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงบ้านแตกสาแหรกขาด ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่ใช่สิ่งที่น่าพิสมัย กองทหารต้องนอนกลางดินกินกลางหิมะ ความตายรออยู่ข้างหน้า
ธรรมชาติสุดแสนจะหฤโหด ข้าศึกก็สุดเหี้ยม จะมีใครสักกี่คนที่เข้าใจความทารุณที่
บรรดาวีรบุรุษของเรา ประสบระหว่างรบในเกาหลี

เขาเหล่านั้นรบรุกคืบหน้าไปเรื่อย ๆ ผ่านแนวรบชุนชอน ฮวาชอน แต่ละด้านที่ตี
ผ่านไป ได้ฝากความทรงจำอันเจ็บปวดแก่ข้าศึก ให้รู้ถึงฝีมือนักรบไทย เมื่อทหารไทย
รุกมาถึงอึยจองบู ได้ถูกข้าศึกเข้าตีอย่างหนัก แต่ฝ่ายเราก็สามารถหยุดยั้งข้าศึกและ
ทำให้ข้าศึกล่าถอยไปในที่สุด

สงครามอันแสนหฤโหดครั้งหนึ่งในประวัติมนุษยชาติดำเนินไปเป็นเวลา ๓ ปีเศษ
ได้คร่าชีวิตวีรบุรุษนักรบไทย ๑๒๙ คน สูญหายไป ๕ คน และบาดเจ็บ ๑,๑๖๒ คน

เวลาผ่านไปจวบจน พ.ศ. ๒๕๑๖ รัฐบาลเกาหลีใต้โดยดำริของท่านประธานาธิบดี
ปาร์ค จุง ฮี ได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างอนุสาวรีย์วีรกรรมทหารที่ร่วมรบ
ในสงครามเกาหลี

Hosted image

อนุสาวรีย์วีรกรรมทหารไทย ออกแบบโดยสถาปนิก ลี อิล ยุง ก็ได้ผ่านการรับรองของ
คณะกรรมการดังกล่าว ท่านสถาปนิกได้ให้ความหมายในแต่ละส่วนของอนุสาวรีย์ไว้
อย่างน่าชื่นชม โดยประสานความสงบร่มเย็นแห่งพระพุทธศาสนา เข้ากับวัฒนธรรม
อันงดงามของไทยที่มีมาแต่โบราณกาล ซึ่งเป็นส่วนที่ให้ความสง่างามแก่อนุสาวรีย์

นอกจากนั้นยังแสดงให้เห็นถึงความมิตรกันของประชาชนชาวไทยและเกาหลีที่จะ
ต้องรุ่งโรจน์ตลอดไปดุจดังดวงตะวันที่ท่านบรรจงใส่ลงตรงกลางอนุสาวรีย์

การก่อสร้างอนุสาวรีย์ ฯ ได้เริ่มลงมือเมื่อ ๒๐ ก.ย. ๒๕๑๖ ณ ต.อุนชอน
อ.โปชอน จ. เกียวกิโด (คยองกี) ซึ่งเป็นที่ตั้งอนุสาวรีย์ในปัจจุบัน
สิ้นค่าก่อสร้าง ๒๔,๘๒๓,๘๘๕ วอน

ในจำนวนนี้เป็นค่าก่อสร้างอนุสาวรีย์ประมาณ ๒๐ ล้านวอน ที่เหลือเป็น
ค่าปรับแต่งพื้นที่ ๔ ล้านวอนเศษ การก่อสร้างเสร็จสิ้นในวันที่ ๓๐ เม.ย. ๒๕๑๗
รัฐบาลเกาหลีใต้โดยกระทรวงกลาโหม เป็นผู้รับผิดชอบพิธีเปิดอนุสาวรีย์วีรกรรม
ทหารไทยในสงครามเกาหลี และได้มีหนังสือเชิญผู้แทนฝ่ายไทยให้มาร่วมพิธีเปิด
อนุสาวรีย์ ฯ นี้ด้วย

รัฐบาลไทยได้ส่ง พลอากาศเอกบัว ศิริทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
และ พล.อ. กฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ. ในขณะนั้นพร้อมด้วยคณะ มาร่วมพิธีเปิด
อนุสาวรีย์ ฯ ซึ่งกำหนดไว้วันที่ ๒ ต.ค. ๒๕๑๗

พิธีเปิดอนุสาวรีย์ ฯ ได้กระทำอย่างสมเกียรติท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวเกาหลี
และผู้แทนจากหลายประเทศ

ความหมายเกี่ยวกับอนุสาวรีย์
๑. พระรัตนตรัย อันประกอบด้วย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
๒. ทำด้วยทองแดงมีลวดลาย หมายถึง วัฒนธรรมของไทยทั้งโบราณและปัจจุบัน
๓. หมายถึง พระอาทิตย์ ที่รุ่งโรจน์ ให้แสงสว่างตลอดไป
๔. ทหารไทยกับประชาชนเกาหลี ซึ่งมีความเป็นมิตรต่อกัน
๕. ธงชาติไทย พร้อมเครื่องหมายสหประชาชาติ
๖. เป็นภาษาเกาหลี แปลว่า อนุสาวรีย์วีรกรรมทหารไทยในสงครามเกาหลี
๗. คำจารึก เป็นภาษาไทย เกาหลีและอังกฤษ
๘. ประวัติย่อการรบของทหารไทยในสมรภูมิเกาหลีและผู้บังคับบัญชารุ่นก่อน
มีทั้งภาษาไทย เกาหลี และภาษาอังกฤษ

ในเมืองไทยก็มีอนุสาวรีย์วีรกรรมทหารไทยในเกาหลีเช่นกัน โดยมีการจำลองแบบ
มาจากเกาหลี และดำเนินการก่อสร้างในปี 2531 แต่จะอยู่ที่ไหน ติดตามได้ใน
หนังสือของฉันที่เดียว

Hosted image

Hosted image

Hosted image

21 กุมภาพันธ์ 2553

ตอนที่ 8 8 เทพแห่งอันยาง

เมืองอันยาง อยู่ในจ.คยองกี

อันยางอยู่ใกล้โซลมาก ออกไปประมาณ 20 กม. การคมนาคมก็แสนสะดวก
สบาย เราสามารถไปกลับด้วยรถไฟใต้ดินสาย1 และ สาย4 หรือรถประจำทาง
ก็ได้

หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลงไปแล้ว 10 ปี อันยางยังถือว่าเป็นบ้านนอก
อยู่เลย ภูมิประเทศก็ยังเป็นเรือกสวนไร่นา

แต่ทุกวันนี้อันยางกลายเป็นเมืองที่มีคนอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่ง เหตุผลก็เพราะ
หนึ่งใกล้โซลมาก สองการคมนาคมสะดวก ซึ่งถ้าเรียกตามภาษาบ้านเราก็จะ
เป็นแถบที่อยู่นอกเมือง

อันยางยังคงมีภูมิทัศน์ที่เป็นภูเขาอยู่มาก

เค้าบอกว่าถ้าไปอันยางก็ต้องไปเที่ยวสถานที่ทั้ง 8 แห่งนี้ ซึ่งเป็นการเลือก
สถานที่ท่องเที่ยวโดยคนในอันยางนั่นเอง

วันนี้ฉันจะพาไปเที่ยวสถานที่เหล่านั้น ซึ่งฉันให้ชื่อว่า "8 เทพแห่งเมืองอันยาง"

1.ดูพระอาทิตย์ตกที่วัดมังแฮอัม, ควันอัคซาน 관악산

ควันอัคซาน หรือภูเขาควันอัค ในวันสุดสัปดาห์ก็จะมีหนุ่มสาวคู่รักพากันมาปีนเขา
แต่ผู้สูงอายุก็มีเหมือนกัน ควันอัคซานมีความสูง 629 เมตร และ เชื่อมต่อกับภูเขา
ซัมซอง

บนเขาแห่งนี้ก็จะเป็นที่ตั้งของวัด 망해암 มังแฮอัม เราสามารถดูพระอาทิตย์ตกน้ำ
ป๋อมแป๋มได้ที่วัดนี้ แล้วถ้ายิ่งเป็นวันที่ฝนฟ้าอากาศแจ่มใสล่ะก็ แหล่มเลย วันนั้นเรา
จะเห็นพระอาทิตย์ตกลงไปในทะเลได้ชัดที่สุด

ไปปีนเขาที่ควันอัคซาน หรือปีนเขาไหนๆ คุณไม่จำเป็นต้องใส่ชุดสวยๆ บานๆ ไป
เพราะไม่ได้ใส่ให้ใครดู เราควรใส่ชุดวอร์มสบายๆ ให้ทะมัดทะแมงที่สุด สวมรองเท้า
ผ้าใบ และควรมีเสื้อกันหนาวไปด้วย เพราะยิ่งสูง ยิ่งหนาว

การปีนเขาก็คล้ายกับการเดินป่า มีพื้นที่อีหลุกขลุกขลักมากมาย แต่ปีนเขามันลำบาก
กว่า ทางขึ้นตีนเขาเค้าก็ทำบันไดให้ขึ้นง่ายหน่อย แต่หลังจากนั้นก็ต้องไปผจญภัยกับ
ด่านก้อนหิน 18 อรหันต์ ถ้าไม่ใส่เกือกผ้าใบไปล่ะก็ได้โดนหินบาดเท้าแน่

พอขึ้นไปแล้ว เค้าก็จะมีป้ายบอกว่าตอนนี้เราอยู่ที่จุดไหนแล้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ K
แล้วตามด้วยหมายเลข ป้ายก็จะแนะนำว่า เราควรเดินต่อไปที่จุดK ที่เท่าไหร่

ถ้าเหนื่อยเราก็นั่งพัก ถ้าหิวเราก็กิน

วัดมังแฮอัม เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพระวอนฮโย ในสมัยราชวงศ์ชิลลา ต่อมาในปี 1803
วัดนี้ถูกซ่อมแซมปรับปรุงโดยพระมารดาของกษัตริย์ซอนโจ

วัดนี้มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า มีอยู่วันหนึ่งพวกชาวเรือเจอพายุคลื่นลมแรงระหว่าง
ทาง และได้พบกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งท่านสามารถสร้างอภินิหารทำให้คลื่นลมสงบ
ลงได้ ท่านบอกว่า ท่านอยู่ที่วัดมังแฮอัม แล้วท่านก็จากไป

ต่อมาชาวเรือผู้นั้นได้แวะไปที่วัดเพื่อที่จะนมัสการท่าน แต่พระที่จำพรรษาอยู่ก็ไม่มี
ใครรู้จักหรือได้ยินชื่อของท่าน ทำให้ชาวเรือผู้นั้นประหลาดใจมาก แล้วก็ยิ่งตกใจ
มากขึ้นไปอีก เมื่อเค้าได้เห็นหินก้อนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างลักษณะเหมือนกับพระองค์นั้น
ที่ได้ช่วยชีวิตเค้าเอาไว้

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image
วัดมังแฮอัม
Hosted image

Hosted image

Hosted image




2. ดูหินจู๋-หินจิ๋ม ที่วัดซัมมัก 삼막사 칠성각

ให้คำจำกัดความไม่รู้จะโดนเซนเซอร์อะป่าว ฉันไม่ได้ลามกแต่ประการใด

วัดซัมมัก เป็นหนึ่งในสี่วัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสมัยโชซอน สร้างขึ้นโดยพระ
3 รูป คือ วอนฮโย, อึยซัง และ ยูนพิล ในสมัยอาณาจักรชิลลา

ทางขึ้นวัดนี้จะมีหินอยู่ 2 ก้อน ก้อนหนึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับอวัยเพศชาย มี
ความสูง 1.5 เมตร ฉันขอเรียกว่า "หินจู๋"

ส่วนอีกก้อน ก็เหมือนกับอวัยวะเพศหญิง มีความสูง 1.1 เมตร ฉันขอเรียกว่า "หินจิ๋ม"

ถ้าเดินขึ้นบันไดไปจะเจอกับหินจู๋ก่อน แล้วก็จะไปจ๊ะเอ๋กับหินจิ๋ม

หินทั้งสองก้อนนี้มีระยะห่างกัน 2 เมตร เค้าบอกว่าถ้าหากไปลูบ หรืออธิษฐาน
ขอลูกก็จะสมหวัง, ลูกจะคลอดง่าย , มีสุขภาพแข็งแรง, และมีอายุยืน
ลืมถามว่าหินทั้ง2 เนี่ยะเค้าสร้างขึ้น หรือมันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image




3. ปิคนิคที่สวนสาธารณะพยองชนจุงอัง 평촌 중앙공원

สวนสาธารณะพยองชนเป็นสวนสาธารณะที่รายล้อมด้วยต้นไม้, ต้นสน
และต้นแปะก๊วย มีพื้นที่กว้างขวางถึง 119,667 ตรม. มีสถานที่ให้ออก
กำลังกายและเล่นกีฬาเยอะแยะมากมาย มีทั้งสนามเทนนิส, สนามฟุตบอล,
สนามบาสเก็ตบอล, ลานสเก็ต, สนามแบดฯ

และมีสวนน้ำพุ ในตอนกลางคืนก็จะเปิดไฟแสงสีสวยงามเพื่อให้น้ำพุเต้นระบำ
และมีลานสำหรับเล่น X-game ด้วย

และจะมีลำธารยาวพอประมาณให้เด็ก ๆ ลงไปเล่นน้ำด้วย

ในช่วงวันหยุดพ่อแม่ก็จะพาลูกมาปิคนิคพักผ่อนกันที่นี่ ห้ามรถผ่าน-เข้าออก
เพราะเค้าจะมีตลาดนัดเปิดท้ายขายของ และจะมีดนตรีออเครสตร้าวงเล็กๆ
มาบรรเลงขับกล่อม

จุดเด่นที่นี่เห็นจะเป็นผลงานที่เรียกว่า "บ้านเอียง"

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image



4. ผ่านสะพานโค้งสายรุ้งซัมมักชอน 삼막천 만안교

สะพานนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1795 เพื่อใช้เป็นทางผ่านขบวนเสด็จพระราชดำเนิน
ของกษัตริย์จองโจ ในการที่จะไปสักการะหลุมฝังศพของซาโดเซจา หรือเจ้าชาย
ซาโด ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์ที่ถูกสังหาร

พระองค์มีรับสั่งให้ย้ายหลุมฝังศพจากยางจูมาที่ฮวาซอน เพื่อที่พระองค์จะได้มา
สักการะได้ง่ายขึ้น

แต่เดิมสะพานนี้ทำด้วยไม้ และได้มีการปรับปรุงฟื้นฟูสะพานใหม่ แต่ก็ไม่เป็นผล
ต่อมาในปี1795 ยูบังซอ ผู้ปกครองเมืองสมัยนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูอีกครั้งโดยสร้าง
จากหินแกรนิต และต้องก่อสร้างอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากต้องการให้เป็นต้นแบบ
ของสะพานโค้งสายรุ้ง

ที่หน้าสะพานจะมีแท่งป้ายจารึกบทกวีที่ประพันธ์โดยยูบังซอ กล่าวถึงประวัติ
ศาสตร์การสร้างสะพาน

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image



5. ภูเขาซูรี สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์ 수리산 최경환성지

ภูเขาซูรี มีความสูง 489 เมตร ฉันไม่เคยไปข้อมูลจึงมีน้อย แต่ได้ความว่า
ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวคริสต์มักไปเยือน เพราะมีประวัติศาสตร์
เกี่ยวกับบาทหลวงฟรานซิส ชเวคยองฮวาน (1805~1839)

ในช่วงที่บาทหลวงชเวคยองฮวาน ยังมีชีวิตอยู่ เป็นยุคที่ศาสนาคริสต์ถูกกดขี่
ท่านจึงต้องเดินทางมาที่ฮันยางเพื่อให้กำลังใจแก่ผู้เลื่อมใส จนกระทั่งในปี
1839 ท่านก็ยอมพลีชีพเพื่อศาสนา

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image



6. ดูศิลปะสวยงามหลุดโลกที่ Anyang Art Park 안양예술공원

Anyang Art Park จะเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานทางศิลปะ บางชิ้นก็ดู
สวยงาม บางชิ้นก็ต้องร้องว้าว!!! เค้าทำได้ยังงัยอ่ะ แต่บางชิ้นก็หลุดโลกไป
เลย เช่น เสือหน้าดอกกุหลาบ หรือ ฉลามมีขาเดินได้

เมื่อปี 2005 ที่นี่ได้มีการจัดแสดงผลงานทางศิลปะ Anyang Public Art
Project หรือ APAP 2005 ทำให้เกิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใหม่อีกแห่ง
ของอันยาง

เป็นผลงานของศิลปินที่มาจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เดนมาร์ก, เยอรมัน, ญี่ปุ่น
เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, ฟินแลนด์, สหรัฐฯ และผลงานของศิลปินชาวไทย

Anyang Art Park จะแบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็น 10 ส่วน A-J
ส่วนA จะเป็นส่วนของ HOSPITALITY
B ALLURE
C FEAST
D ART
E GARDEN
F PILGRIMAGE
G PLAY ในส่วนนี้มีผลงานของศิลปินชาวไทย ชื่อว่า ศาลาสุขาวดี
อยู่บริเวณโซนG1-1
H CIRCULATION
I PAUSE
J PURIFIED EARTH
สำหรับที่นี่อาจต้องใช้เวลาค่อนวันเพื่อดูให้ทั่ว
ป้ายบอกว่าอะไรอยู่ตรงส่วนไหน

Hosted image

Hosted image

ศิลปะที่ฉันเห็นแล้วทึ่งก็คือ การสร้างน้ำตกเทียม
Hosted image

อุโมงค์บันไดหลุดโลก
Hosted image

Hosted image

ประติมากรรมบ้านหลุดโลก เค้าบอกว่าแปลกตรงที่ไม่มีประตูบ้าน
Hosted image

Hosted image

เอาของรีไซเคิลมาทำเป็นหน้าคน
Hosted image

ศิลปะการจัดลัง ดูข้างนอกก็งั้นๆ แต่พอเข้าไปดูด้านใน
เค้าคิดได้งัยอ่ะ เค้าสามารถวางลังแล้วมีแสงผ่านได้อย่างสวยงาม
เค้าเรียกว่า 'Light House' เป็นผลงานของนักศิลปะชาวเยอรมัน
Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image


ผลงานของศิลปินชาวไทย ชื่อว่า Paradise Sala หรือ ศาลาสุขาวดี
ส่วนคนสร้างสรรค์ถ้าจำไม่ผิดจะชื่อคุณนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล

ดูภายนอกไม่เท่าไหร่ แต่พอเข้าไปแหงนดูใต้หลังคาแปดเหลี่ยมล่ะก็สวยงาม
ทีเดียว เป็นภาพวาดที่ผสมผสานระหว่างไทยกับเกาหลี เป็นรูปของคนไทยสมัย
โบราณอยู่รวมกับคนเกาหลียุคประมาณแดจังกึม

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image

Hosted image


7. ดูเจดีย์ทรงขวดที่ ป่าบยองมกคัน 병목안 산림욕장 석탑

ที่นี่จะมีเจดีย์ทรงขวด จะเรียกว่า 2 อัน หรือ 2 แท่ง หรือ 2 เจดีย์ดี
เจดีย์ทำจากหินนำมาสุมทับถมกัน

รูปร่างทรงขวด เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงหมู่บ้านบยองมกคัน และภูเขาซูรี
นอกจากนี้ก็ยังมีหอดูดาวอีก 3 แห่ง ที่ต้องเดินขึ้นไปอีกหลายกิโล

Hosted image

Hosted image

Hosted image


8. สถานที่ท่องเที่ยวสุดท้าย Anyang first street 안양1번가

เป็นถนนแห่งการช็อปปิ้ง เรียกว่าเป็นย่านการค้าของอันยาง มีทั้งร้านเสื้อผ้าแฟชั่น,
ร้านอาหาร, โรงภาพยนตร์, ร้านขายโทรศัพท์มือถือ และคาราโอเกะ

ในเดือนตุลาคม ที่ Anyang first street ก็จะมีการจัดงานถนนสาย
แฟชั่นขึ้นที่นี่ด้วย

ร้านในแถบนี้ต่อราคาได้ด้วยแหละ ถนนนี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินอันยาง
ถ้าเดินไปอีกด้าน ก็จะเป็นห้าง2001 Outlet เค้าขายเสื้อผ้าแบรนด์เนม

Hosted image

Hosted image


ส่งต้นฉบับเกาหลี... ที่ฉันรู้จัก ไปพิมพ์เรียบร้อยแล้ว หนังสือจะพิมพ์เสร็จ
ราวๆ อาทิตย์หน้า แล้วจะเอาตัวอย่างมาอวดคะ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์เพื่อขาย แต่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของ
ตัวเอง และเพื่อนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ต้องการเก็บไว้ดูเท่านั้น

กว่าจะส่งต้นฉบับได้ต้องแก้แล้วแก้อีก ต้องจัดหน้าใหม่ ต้องเรียงพิมพ์ให้พอ
ดีกับหน้ากระดาษ ที่เค้าเรียกว่า Layout ยุ่งยากมากๆ ไม่เหมือนกับพิมพ์ใน
บลอค

ตอนแรกกะว่าจะพิมพ์ 4 สีทั้งเล่ม แต่พอคำนวณออกมา เล่มเป็นพันๆ เลย
พิมพ์ 4 สี หน้าละ 10 บาท หนังสือ 200 กว่าหน้าก็คูณดูกัน โครงการเลิศหรู
ก็เลยพับไป

เอาแบบเซฟๆ พิมพ์ขาวดำมั่ง สีมั่ง กระดาษก็แบบประหยัดๆ หน่อย ราคา
ที่ออกมา ดิฉันและเพื่อนๆ ก็ว่าลงตัวดี เล่มละเกือบ 300 บาท หย่อนไปไม่
กี่สิบบาท แต่สำหรับคนอื่นจะดูแพง เมื่อเทียบกับหนังสือประเภทเดียวกัน
ที่เค้าขายในราคา 200 นิดๆ

ใช้ระบบการพิมพ์หนังสือจำนวนน้อยแบบดิจิตอล พิมพ์ไม่กี่สิบเล่ม เอากัน
ง่ายๆ ไม่ต้องทำเพลทให้เปลืองเงิน ไม่ต้องผ่านระบบออฟเซ็ท เหมือนกับ
หนังสือที่เค้าวางขายทั่วไป เพราะฉะนั้นต้นทุนก็เลยสูง

มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในนี้ให้ความสนใจกับหนังสือเล่มนี้ ก็เลยจะเปิดจองพรี
ออเดอร์เป็นพิเศษ

เป็นหนังสือขนาด A5 (ดูง่ายๆ ก็เอาA4 มาพับครึ่ง) มีความหนา 211 หน้า
พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ พิมพ์ขาว-ดำ + พิมพ์4 สีเป็นบางหน้า

ไม่ต้องกลัวว่าดิฉันจะมีกำรี้กำไรจากการขายของ เพราะไม่ได้ทำเพื่อขาย
ใครอยู่แล้ว ค่าจัดส่งก็ไม่คิดคะ และยังไม่ได้รู้ด้วยว่าเท่าไหร่ เพราะยังไม่
ได้เอาหนังสือไปชั่งที่ไปรษณีย์


วิธีการสั่งจอง

สั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 21 ก.พ. - 5 มี.ค. 53

ที่อีเมล์ firsmart1@yahoo.co.th

หรือถ้าใครเป็นสมาชิกพันทิปก็ส่งมาทางหลังไมค์ได้เช่นกัน

เขียนชื่อ- ที่อยู่ ที่จะให้จัดส่งหนังสือ (เอาที่อยู่ถูกต้องถึงกระได
บ้าน โดยไม่ต้องตีคืนนะคะ ถ้าไม่อยากบอกชื่อ-นามสกุลจริง
ก็ใส่ชื่อเล่นมาก็ได้ เอาแบบที่อยู่ถูกต้องก็พอ)


ราคาเล่มละ 300 บาท

ค่าจัดส่ง ฟรีไม่คิดตังค์ ใส่ซองกันกระแทกอย่างดีด้วย แต่ถ้าใครต้องการ
รับแบบลงทะเบียน รบกวนช่วยค่าส่งอีก 20 บาท (ประมาณๆ เอา)


วิธีการโอนเงิน ให้โอนเข้าบัญชี ซึ่งจะแจ้งกลับไปทางอีเมล์ ตอนนี้ก็สั่งจอง
เข้ามาก่อน โอนเงินไว้ทีหลังก็ได้ค่ะ จะให้โอนเงินตั้งแต่วันที่ 1-10 มี.ค.


จะพิมพ์ตามจำนวนที่สั่งจองเท่านั้น ไม่มีพิมพ์เพิ่ม
และไม่เปิดรับจองอีก ใครที่ลังเล ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจ
จะจองดีไม่จองดี หนังสือจะออกมาดีมั้ยหนอ มีปัญหา
เรื่องมากก็ไม่ต้องคะ เอาไว้รออ่านในบลอคฟรีๆ เพื่อความ
สบายใจดีกว่า



ปกหน้าปกหลังตามข้างล่างนี้




สารบัญ

เพื่อนร่วมทาง