ถึงเวลาสมัครก็ไปสมัคร ถึงเวลาสอบก็ไปสอบ ซึ่งก็จะอยู่ในช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย.
พอถึงเวลาฟังผลก็ไปฟัง ซึ่งก็เป็นต้นเดือน พ.ค.ตอนนั้นสถานที่ประกาศผลสอบ
คือสนามจุ๊บของจุฬาฯ เราจะสอบติดคณะไหนมหาลัยอะไรก็เป็นไปตามคะแนนที่
เราสอบได้ ซึ่งต้องขับเคี่ยวแย่งที่นั่งกันน่าดู
สมัยของฉัน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬา กับ คณะวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ดูจะ
เป็นคณะยอดนิยม ที่นักเรียนม.ปลายในสมัยนั้นมักเลือกเป็นอันดับ1
ใครสอบได้ก็โชคดีสมใจนึกกันไป ใครที่กินแห้วอย่างฉันก็ต้องหาที่เรียนใหม่
แต่ระบบเอนทรานซ์บ้านเราสมัยนี้ฟังดูแล้วยุ่งยากชะมัด GAT PAT GPAX
แอดมิชชั่นส์อะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวสอบ เดี๋ยวสอบ
แต่ฉันคิดว่าระบบเอนทรานซ์บ้านเราไม่กดดันเด็กเท่ากับประเทศญี่ปุ่นหรือเกาหลี
ดูอย่างป๊าม๊าของฉัน ฉันสอบไม่ติดก็ไม่เห็นว่าอะไรซักคำ อยากเรียนที่ไหนก็ไปเรียน
และฉันเชื่อว่าอีกหลายบ้าน หรือหลายครอบครัวก็เป็นอย่างฉัน
นอกจากเด็กจะถูกกดดันด้วยระบบการศึกษาที่ถูกกำหนดด้วยคณะบุคคลเพียง
ไม่กี่คนแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็อาจเป็นแรงกดดันเด็กอีกทางหนึ่งด้วย เด็กบางคน
อาจจะถูกชี้ทางเดินโดยพ่อแม่ ต้องเรียนอย่างนั้นอย่างนั้น จบออกมาต้องทำงาน
แบบนั้นแบบนี้ ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่าเป็นเพราะความหวังดีของพ่อแม่
พ่อแม่ที่ไหนๆ ก็อยากเห็นลูกตัวเองได้ดิบได้ดีกันทั้งนั้น เข้าใจค่ะเข้าใจ
นอกเรื่องมานานน่าดู จะปูเรื่องเข้าระบบเอนทรานซ์ของเกาหลีค่ะ ความจริง
เรื่องนี้ฉันเคยเล่าไปแล้วใน Around The Seoul เมื่อช่วงเอนทรานซ์ปีที่แล้ว
ระบบการศึกษาของเกาหลีก็จะเหมือนกับระบบการศึกษาของไทย คือเรียนชั้น
ประถม 6 ปี, มัธยมต้น 3 ปี, มัธยมปลาย 3 ปี หลังจากนั้นก็สอบเอนทรานซ์
เพื่อเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอีก 4 ปี
ระบบเอนทรานซ์ของเกาหลีเรียกว่า CSAT ย่อมาจาก College Scholastic Ability Test
ภาษาเกาหลีจะเรียกว่า ซูอึง 수능 หรือ อิบซี 입시
ซึ่งเค้ามีการกำหนดวันสอบเป็นที่แน่นอนเหมือนกันทุกปี คือจะตรงกับวันพฤหัสบดีที่2
ของเดือนพฤศจิกายน
ในปี 2553 วันพฤหัสที่2 ของเดือนพ.ย. ตรงกับวันที่ 11 เพราะฉะนั้นวันเอนทรานซ์
ของนักเรียนเกาหลีในปีนี้ก็คือวันที่ 11 พ.ย. 2553 ดูง่ายๆ แบบนี้เลยค่ะ
ส่วนวันประกาศผลสอบก็ค่อนข้างแน่นอนอีกเหมือนกัน คือหลังจากสอบแล้วประมาณ
1 เดือน หรือประมาณสัปดาห์ที่2 ของเดือนธันวาคมก็จะรู้ผล
การสอบเอนทรานซ์ของเขาจะสอบกันแค่วันเดียวเสร็จ เริ่มตั้งแต่เวลา 8.40-18.05 น.
แต่ว่านักเรียนทุกคนจะต้องเข้าห้องสอบโดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 8.10 น.
แล้วเอนทรานซ์ของเขาต้องสอบวิชาอะไรกันบ้าง
ก็จะมีวิชาภาษาเกาหลี ซึ่งจะต้องสอบเป็นวิชาแรก ให้เวลาในการสอบ 80 นาที
หลังจากนั้นก็จะมีการพัก 20 นาที
วิชาที่ 2 คือ วิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งจะต้องเลือกสอบระหว่างคณิตศาสต์A และ B
ซึ่งมีทั้งปรนัยและอัตนัย ให้เวลา 100 นาที แล้วก็จะมีการพักเที่ยง 50 นาที
ในช่วงบ่ายก็จะเริ่มในเวลา 13.10 น. เป็นการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ให้เวลา
70 นาที
หยุดพักอีก 20 นาที
วิชาที่ 4 เป็นวิชาสังคมศึกษา, วิทยาศาสตร์, แนะแนวการศึกษา ใช้เวลา 126 นาที
หยุดพัก 19 นาที
และสอบวิชาสุดท้าย เป็นวิชาภาษาต่างประเทศและภาษาจีน ใช้เวลา 40 นาที
โดยจะให้เลือกสอบเพียง 1 ภาษา+ภาษาจีน ประกอบด้วยภาษาเยอรมัน, ฝรั่งเศส,
จีน,สเปน, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, อาระบิค,
ประเทศเกาหลีให้ความสำคัญในวันสอบเอนทรานซ์เป็นอย่างมากจริงๆ ซึ่งฉันขอชมเชย
บรรดาหน่วยงานราชการหรือบริษัทเอกชนต่างๆ จะกำหนดให้วันนี้เป็นวันที่ให้ข้าราชการ
หรือพนักงานเข้างานล่าช้ากว่าปกติประมาณ1-2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการหลีกทางให้
นักเรียนที่จะสอบเดินทางไปถึงสนามสอบอย่างสบายๆ โดยไม่ต้องมาพะวงกับรถติด
หรือต้องไปแออัดยัดเยียดกันบนรถขนส่งสาธารณะ เช่นรถเมล์ หรือรถไฟใต้ดิน
ตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเรื่องเงินต้องมาเป็นที่หนึ่ง ทุกวินาทีเป็นเงินไปหมด ก็ยังต้อง
หลีกทางให้กับวันสอบเอนทราซ์ โดยจะมีการเปิดตลาดล่าช้ากว่าทุกวันและก็จะ
ปิดตลาดเร็วกว่าทุกวันอีกด้วย
บรรดารถขนส่งสาธารณะเช่น รถเมล์ หรือรถไฟใต้ดิน ก็จะมีการปล่อยรถให้ถี่กว่า
วันปกติตั้งแต่ช่วงเวลา 6.00-10.00 น. เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับ
นักเรียนที่ต้องเดินทางไปสอบ จะได้ไม่ต้องรอรถนาน และไม่ตกรถ
ส่วนบรรดาผู้ขับขี่รถยนต์ตามท้องถนน ก็มีกฎหมายบังคับห้ามส่งเสียงดังใกล้กับ
โรงเรียนที่ใช้เป็นสนามสอบ เช่น พอเข้าเขตสนามสอบก็ห้ามบีบแตร หรือห้าม
เหยียบคันเร่งเสียงดัง
นอกจากนั้นยังห้ามจอดรถในรัศมี 200 เมตร บริเวณรอบๆ สนามสอบอีกด้วยค่ะ
การจราจรทางบกยังถูกห้ามโน่นห้ามนี่ การจราจรทางอากาศก็โดนเหมือนกัน
ที่ฉันคิดว่าสุดยอดสำหรับวันเอนทรานซ์ของเกาหลี คือ เค้าจะห้ามเครื่องบินทุกประเภท
บินขึ้น-ลง ระหว่างที่นักเรียนกำลังสอบวิชาทักษะการฟังภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ
ซึ่งจะมีอยู่ 2 ช่วงคือ ช่วงเช้าตั้งแต่เวลา8.35-8.58 น. และช่วงบ่ายตั้งแต่เวลา
13.05-13.35น. เค้าจะมีการปรับตารางบินใหม่สำหรับวันนี้วันเดียวเท่านั้น
คนที่จะประทงประท้วง เดินขบงเดินขบวน ร้องเย้วๆ วันนี้ก็ต้องหยุดซักวัน
บรรดาคุณพี่โชเฟอร์แท๊กซี่ วันนี้ก็จะไม่เก็บค่าโดยสารสำหรับนักเรียนที่จะ
ไปสอบเอนทรานซ์
นั่นก็เป็นเรื่องการอำนวยความสะดวกและให้ความสำคัญกับวันสอบเอนทรานซ์
ของส่วมรวม ตอนนี้ก็มาถึงคนใกล้ตัวของนักเรียนที่กำลังเอนทรานซ์ โดยเฉพาะ
พ่อแม่
ในวันสอบเอนทรานซ์ พ่อแม่ก็มักไปส่งบุตรหลานของตัวเองที่หน้าประตูรั้วโรงเรียน
ส่งได้แค่หน้ารั้วเท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปภายในโรงเรียนได้ ส่วนพวกเพื่อนๆ ที่
เป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้องก็จะมาคอยเชียร์ให้กำลังใจนักเรียนที่เข้าสอบ
ในช่วงก่อนถึงวันสอบ ผู้ที่เป็นแม่ดูจะมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ บ้านไหนที่นับถือ
ศาสนาพุทธ ก็จะไปวัด แม่ๆ เค้าไปทำอะไรกันที่นั่นคะ
ผู้เป็นแม่จะหอบเอารูปของลูกที่กำลังจะสอบ ไปตั้งไว้ที่หน้าแท่นบูชา หรือหน้าพระ
ประธาน และทำการโค้งคำนับหลายๆ ครั้งจนนับไม่ถ้วน นัยว่าเป็นการเสริมศิริมงคล
ให้กับลูก แล้วก็จะมีการนั่งสวดมนต์นับลูกประคำกันไป
ส่วนแม่ที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ เพื่อสวดภาวนาให้กับลูก และ
มีการจุดเทียนตลอดทั้งคืน
ครอบครัว เพื่อน ญาติพี่น้อง ก็มักจะมีการมอบของขวัญให้กับนักเรียนที่กำลังจะสอบ
เพื่อแสดงถึงความโชคดีมีชัยในการสอบ
มหาวิทยาลัยยอดนิยมของเกาหลี
นักเรียนแต่ละคนก็มักจะมีมหาวิทยาลัยในดวงใจกันทุกคน สำหรับในเกาหลี มีมหาวิทยาลัย
3 แห่งที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่พวกเค้าอยากเข้าเรียนต่อกันมากที่สุด เค้าเรียกว่า
เป็น "บิ๊ก ทรี" กันเลยทีเดียว ซึ่งบิ๊ก ทรี ทั้ง 3 สถาบันได้แก่
Seoul National University (SNU), Korea University และ Yonsei
University
พ่อแม่ผู้ปกครอง ต่างก็คาดหวังให้ลูกหลานของตัวเองเข้าบิ๊ก ทรี ทั้ง 3 แห่งนี้ให้ได้
เพราะเชื่อว่าถ้าจบออกมาแล้ว ก็จะได้งานๆ ดี ได้คู่ชีวิตที่ดีๆ ยิ่งถ้าบ้านไหนพ่อแม่
จบมาจากบิ๊ก ทรี ก็มักจะฝังหัวให้ลูกตัวเอง เจริญรอยตามไปด้วย
แล้วนักเรียนเกาหลีต้องไปเรียนติวเพิ่มเติมหรือเปล่า อยากจะบอกว่าเค้าลงทุนยิ่ง
กว่านักเรียนไทยอีก
พ่อแม่แทบจะขายบ้านขายช่องหาเงินมาให้ลูกไปจ่ายค่าเรียนพิเศษเพิ่มเติมกัน
เลยทีเดียว ซึ่งติวเตอร์พวกนี้จะเป็นโรงเรียนเอกชนที่เค้าเรียกว่าฮักวอน คิดค่า
เรียนแพงมหาศาล ถ้าใครเป็นฮักวอนที่เก่งๆ ค่าตัวก็จะแพง ยิ่งถ้าถูกจ้างให้ไป
สอนติวต่อตัวต่อ พอหมดหน้าเอนทรานซ์ ก็จะเป็นเศรษฐีย่อมๆ ได้คนหนึ่งเชียวละ
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมพ่อแม่เกาหลีเปลี่ยนไป คือมีการส่งลูกไป
เรียนต่างประเทศกันมากขึ้น เพื่อให้ได้ภาษากลับมา โดยจะมีแม่ไปอยู่กับลูก
ส่วนพ่อที่อยู่ทางนี้ก็ต้องคอยส่งเงินไปให้อย่าได้ขาดตกบกพร่อง
ระบบเอนทรานซ์อาจทำให้แม่เสียคน
แม่ชาวเกาหลีดูจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสอบเอนทรานซ์ของลูก แม่บางคน
แทบจะเป็นผู้กำหนดชีวิตของลูก โดยจะมีการกำหนดตารางชีวิตให้อยู่กับการเรียน
พิเศษ
นักเรียนเกาหลีจะปิดเทอมในช่วงหน้าหนาวและซัมเมอร์ ซึ่งหมายความว่าช่วงนี้
เด็กนักเรียนจะได้พักผ่อน แต่แม่ที่เข้มงวดก็จะส่งลูกไปเรียนพิเศษจนกว่าจะเปิดเทอม
ที่ผ่านๆ มา แม่จะถูกจับได้ว่าติดสินบนให้ใครบางคน ที่จะทำให้ลูกตัวเองสอบได้
คะแนนสูงๆ มาแล้ว ซึ่งแม่ก็ถูกหลอกมาอีกที มันเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ใช้กับแม่ๆ ที่หลง
เชื่อคนง่าย
ผลสอบที่ออกมาบางครั้งอาจต้องแลกด้วยชีวิต




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น